Items filtered by date: Friday, 25 September 2015

"บิ๊กอ๊อด"ลงนามร่วมบริษัทซิกซาวเออร์ อิงค์ จัดซื้อปืนสวัสดิการตำรวจจำนวน 152,468 กระบอก เตรียมจัดส่งชุดแรกภายใน 8 เดือน หากจนท.คนใดจ่ายเงินก่อนก็ได้จะได้รับปืนก่อน แจงจัดซื้อครั้งนี้จำนวนกระบอกละ 23,990 บาท ราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบสองเท่า

       วันนี้(25 ก.ย.)เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นายอมาโร กอนคาเวส (Mr.Amaro Goncalves) รองประธาน บริษัทซิกซาวเออร์ อิงค์ ในโครงการจัดหาอาวุธปืนพกสั้นเพื่อเป็นสวัสดิการข้าราชการตำรวจ จำนวน 152,468 กระบอก

       พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเข้าปืนสวัสดิการเพื่อข้าราชการตำรวจในราคาถูก ขนาด 9 มม. ยี่ห้อซิกซาวเออร์ รุ่น พี 320 จากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 152,468 กระบอก เท่าจำนวนคนที่สั่งซื้อ โดยใบปืนจะมีการลงชื่อเจ้าของโดยตรงไม่สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเซฟตี้และทางบริษัทซิกซาวเออร์จะดำเนินการจัดส่งให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 36 เดือน ตามใบอนุญาตที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงนาม และจะส่งปืนชุดแรกภายใน 8 เดือนนี้ ซึ่งหากตำรวจคนใดจ่ายเงินก่อนก็จะได้ปืนก่อน ขณะนี้ถือว่าได้ทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว

       ทั้งนี้ ปืนสวัสดิการชุดนี้ตำรวจที่สั่งจองจะทำสัญญาโดยตรงกับบริษัทซิกซาวเออร์ ไม่ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายความว่าจ่ายเงินค่าปืนกับบริษัทโดยตรงเลย อย่างไรก็ตามราคาปืนทั้งหมดตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันรวมภาษีส่วนบุคคลที่จะต้องจ่าย ค่าเอกสาร ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม ซึ่งจะมีการชี้แจงอย่างละเอียดว่าในจำนวนเงินค่าปืนกระบอกละ 23,990 บาท ทั้งหมดนี้รวมค่าปืน ค่าแม็กกาซีนพิเศษ ค่าเครื่องบรรจุ และซองปืนที่มีระบบการป้องกันภัยระดับ 3 และกล่องปืนแล้ว

       พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ส่วนเรื่องภาษีที่กระทรวงการคลังไม่สามารถยกเว้นให้ได้ เนื่องมาจากปืนที่จัดซื้อครั้งนี้ไม่ใช่ปืนของราชการ แต่เป็นปืนที่ซื้อแล้วเจ้าของคือบุคคลที่ซื้อ และมีเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนกรรมสิทธิ์โดยวิธีอื่นใดนอกจากทางมรดกเท่านั้น อย่างไรก็ตามถือเป็นปืนที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดซื้อในราคาถูกมาก เพราะในท้องตลาดมีราคาสูงถึง กระบอกละ 97,000 บาท และราคานี้จะได้เฉพาะปืนเท่านั้น ไม่มีอุปกรณ์อย่างอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ วันที่24 ก.ย.58เวลา 12.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผกก.สส.บก.น.2 ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายคลีเมนต์ โอคาฟอร์ คุยบูชิ อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย พร้อมของกลางไอซ์จำนวน 8 ถุง หนัก 255.8 กรัม เฮโรอีน ห่อด้วยพลาสติกใสเป็นก้อนรูปไข่ จำนวน 29 ก้อน หนัก 716.64 กรัม เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุงรุ่นฮีโร่ 1 เครื่อง บัตรเครดิตวีซ่าของธนาคารกสิกรไทย จำนวน 1 ใบ พาสปอร์ต หมายเลข A 05456374 ระบุชื่อ CLEMENT OKAFOR สลิปโอนเงิน จำนวน 3,000 บาท โดยสามารถจับกุมได้บริเวณหน้าอาคารภัคภัทร อพาร์ตเมนต์ ต่อเนื่องไปที่ห้องหมายเลข 117 ชั้นที่ 1 อาคาร ภัคภัทร อพาร์ตเมนต์ ซอยนวมินทร์ 54 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 

       ด้าน พ.ต.อ.ธีระชัยกล่าวว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.2 ได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายยาเสพติดในเขตพื้นที่ บก.น.2 จำนวนหลายราย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้นั้นให้การว่ายาเสพติดที่นำมาขาย สั่งซื้อมาจากผู้ชายชาวต่างชาติผิวดำ โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อซื้อขาย จากนั้นชายคนดังกล่าวจะนำยาเสพติดที่สั่งซื้อไปวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ หลังจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว 

       จากการสืบสวนจนทราบว่า ผู้ชายชาวต่างชาติผิวดำคนดังกล่าว ชื่อ นายคลีเมนต์ โอคาฟอร์ คุยบูชิ พักอยู่ห้องหมายเลข117 ชั้นที่ 1 ภัคภัทร อพาร์ตเมนต์ ภายในซอยนวมินทร์ 54 ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. ตำรวจชุดจับกุมได้ติดต่อให้สายลับสั่งซื้อไอซ์จากนายคลีเมนต์จำนวน 3 กรัม ในราคา 3,000 บาท โดยนัดส่งบริเวณนวมินทร์ 42 จากนั้นชุดจับกุมได้วางกำลังซุ่มอยู่บริเวณอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว เมื่อนายคลีเมนต์ลงมาบริเวณหน้าอพาร์ตเมนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแสดงตัวเข้าทำการจับกุมและจากการค้นตัวพบยาไอซ์บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสจำนวน 3 ห่อ รวมกันด้วยกระดาษทิชชูสีขาว ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ขายาวที่นายคลีเมนต์สวมใส่ จากนั้นได้นำหมายค้น ที่ 437/2558 ลงวันที่ 23 ก.ย. 58 เข้าตรวจค้นภายในห้องพักหมายเลข 117 พบของกลางยาเสพติดหลายรายการ 

       นอกจากนี้ นายคลีเมนต์ผู้ต้องหารายนี้มีพฤติกรรมเป็นนักค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยวิธีการจะว่าจ้างคนรับเปิดบัญชี จากนั้นจะมีการติดต่อซื้อยาเสพติดผ่านทางโทรศัพท์โดยวิธีการประชุมสาย 3 สาย มีคนไทยเป็นคนกลางร่วมด้วย จากนั้นเมื่อมีการโอนเงินค่ายาเสพติดก็จะทำการนัดจุดส่งยา และที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ เฮโรอีนที่พบน่าจะไม่ใช่เฮโรอีนเบอร์ 1 มีลักษณะสีเหลืองตรวจสอบแล้วเป็นเฮโรอีนเบอร์ 4 น่าจะเป็นเฮโรอีนจีน คาดว่าอาจจะกลืนหรือซุกซ่อนมาในรูทวารหนัก น่าจะเป็นการลำเลียงเข้ามาในประเทศเพื่อจำหน่ายให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติซึ่งจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

       จากการสอบสวนนายคลีเมนต์ให้การรับสารภาพว่าเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ประเทศไทยได้ประมาณ 1 ปี 3 เดือนแล้ว ส่วนยาเสพติดรับมาจากเพื่อนชาวกานาชื่อนายอีโบกา ที่พัทยา จ.ชลบุรี ทำมาแล้วประมาณ 2 เดือน 

 

 

 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 กันยายน ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ สส.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาคดีโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง อายุ 50 ปี หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ซึ่งเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำภายในรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส ขณะเดินทางไปกับ พ.ต.ท.บรรยิน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วรพงษ์ ภคเวส พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.1 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดี น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ อายุ 54 ปี พี่สาวของนายชูวงษ์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยนำเอกสารข้อความที่มีการโพสผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

 

                พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวว่า เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.วันเพ็ญ เนื่องจากพบการกล่าวหาผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กคือทางไลน์ซึ่งมีข้อความที่เข้าขายหมิ่นประมาท เพราะมีการกล่าวหาว่าตนไปร้องเรียน น.ส.วันเพ็ญ ว่าได้ไปแจ้งกรมสรรพากร ให้ไปตรวจสอบบริษัทเขา ซึ่งทางผู้สื่อข่าวก็คงเห็นแล้วว่าตนไม่เคยไปเลย เป็นการใส่ร้าย ซึ่งเรื่องของกรมสรรพากร นั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของหน่วยงานรัฐที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับที่ตนจะไปแจ้งเลย

 

                พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่ตนมาในครั้งนี้ คือกรณีที่ตนได้ทำหนังสือสอบถามแจ้งต่อพนักงานสอบสวนขอรายละเอียดเกี่ยวกับการที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหากับตน เรื่องการโอนหุ้น เนื่องจากตนได้ทำหนังสือสอบถามไปนานแล้วก็ยังไม่มีการตอบกลับมาเลย คราวนี้ตนจึงทำหนังสือทวงถามมาเป็นครั้งที่ 2 เพราะว่าตนยังไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาในรายละเอียด

 

               “ผมมาติดตามพร้อมทั้งทำหนังสือทวงถามเป็นครั้งที่ 2 กับทาง พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ เกิดเอี่ยม พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.1 บก.ป.ผู้รับผิดชอบคดีการโอนหุ้นข้อนายชูวงษ์ ว่าแจ้งความผมในข้อหาปลอมแปลงหุ้นนั้น ปลอมแปลงอย่างไร โกงหุ้นอย่างไร ใครเป็นคนโกง ซึ่งผมเคยทำหนังสือไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ยังไม่เคยได้รับการตอบกลับจากทางพนักงานสอบสวนเลย” พ.ต.ท.บรรยิน กล่าว

 

                พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ก็มีกรณีในขณะที่ตนเดินทางมามอบตัวสู้คดี แล้ว เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป.ได้สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักของบุตรสาวตนที่ย่านรามอินทรา เกี่ยวกับเรื่องการตั้งพรรคการเมือง โดยไม่มีหมายค้นนั้น ขณะนี้ตนได้ตรวจสอบคำสั่งของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทาง คสช.มีการแถลงแล้วว่าได้ใช้มาตรา 44 รวม 27 ครั้ง ตนตรวจสอบแล้วไม่มีเรื่องที่สั่งให้ไปค้นที่บ้านบุตรสาวตน ก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาดำเนินคดีฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจะต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือไม่นั้น ภายในสัปดาห์คงจะมีความชัดเจน

 

                ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพนักงานสอบสวน ได้ทำเรื่องขออายัดรถยนต์คันเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการประสานมาแต่อย่างใด และหากมีการออกหมายเรียกและขออายัดรถยนต์คันดังกล่าว คงต้องทำหนังสือไปยังบริษัทเจ้าของรถยนต์ เพราะรถคันนี้ไม่ใช่ของตน และขณะนี้ก็เข้าศูนย์ซ่อมรถไปแล้ว มีการถอดอะไหล่ชิ้นส่วนออกมาเกือบทั้งหมด

 

                พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนกับเพื่อนได้จัดตั้งมูลนิธิการกุศลที่ชื่อว่า “มูลนิธิการดำเนินคดีสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เข้ามาร้องเรียนโดยปรึกษาหารือกับเพื่อนที่เป็นตำรวจทั้งที่ยังรับราชการ และออกจากราชการแล้ว พร้อมกันนั้นได้เชิญชวน นยประพันธ์ คูณมี , นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความพรรคเพื่อไทย และเพื่อนทนายความอีกหลาย ให้มาร่วมด้วย โดยอยู่ในขั้นตอนการไปขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าว

 

                ทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาข้อความที่มีการโพสผ่านทางไลน์ นั้น มีข้อความว่า “เมื่อวานนี้ บรรยิน ไปแจ้งกรมสรรพากร ให้มาตรวจสอบบริษัทเรา โดยอ้างว่า ชูวงษ์ เคยบอกว่าบริษัทเราหนีภาษี” (บริษัท สแตนดาร์ด เพอร์ฟอร์แม้นซ์ จำกัด และ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด )

 

                มีรายงานข่าวว่า ระหว่างที่ พ.ต.ท.บรรยิน กำลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนอยู่นั้น ทาง พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ผู้รับผิดชอบคดีการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ ได้เชิญตัว พ.ต.ท.บรรยิน เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีโอนหุ้นดังกล่าว แต่กลับถูกปฏิเสธ โดย พ.ต.ท.บรรยิน ระบุว่าได้ให้ปากคำไปหมดแล้วไม่มีอะไรจะพูดอีก

 

 

 

เมื่อเวลา13.00 น. เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสัวฆราช เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมะศึกษาระดับชั้นตรี โท และเอก แก่นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จำนวน 218 คน ณ หอประชุมใหญ่ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ วิทยาลัยสยาม ถนนจรัญสนิทวงศ์

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่ได้ดำเนินการจีดการเรียนการสอนธรรมศึกษา แผนกธรรมศึกษา ภายใต้การดูแลของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรดังกล่าวนับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความรู้ด้านศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมตามนโยบายค่านิยม 12 ประการของสถาบันเป็นอย่าดี