Items filtered by date: Wednesday, 01 September 2021

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วัลลภ ประทุมเมือง อนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และอดีต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำ ตร.ได้กล่าวถึงกรณีที่แถลงการณ์ที่สมาคมทนายความได้มีแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชน ว่า การแถลงข่าวการมอบตัวของ ผกก.โจ้ ฝ่าฝืนกฎหมาย..จริงหรือ !!! ว่า :

 

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ เป็นเรื่องการสอบสวนในคดีอาญาไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดีที่กำลังมีการกล่าวหาผู้กำกับโจ้กับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าคนตายโดยการทรมานหรือกระทำทรุณโหดร้ายที่เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมอยู่ใน

ขณะนี้ ผู้กำกับโจ้กับพวกจะมีความผิดถูกลงโทษหรือไม่ มากน้อยเพียงใด คงต้องปล่อยเป็นไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมซึ่งสุดท้ายอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล 

 

ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาหลายท่านคงได้อ่านแถลงการณ์ที่สมาคมทนายความได้มีแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนงว่า "การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจับกุมผู้กำกับโจ้ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ใน

กรณีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการร่วมกันทำร้ายโดยใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาที่อยู่ในระหว่างการควบคุมจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งสมาคมทนายความเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง"

ผมเองก็ได้อ่านคำแถลงการณ์ดังกล่าวและเฝ้าติดตามดูว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะออกมาชี้แจงหรือตอบโต้สมาคมทนายความอย่างไร ปรากฏว่าเงียบ ไร้เสียงตอบหรือคำชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ด้วยความที่เป็นตำรวจ เคยเป็นพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจนครบาลมาตลอดนานกว่า 35 ปีแม้ว่าจะเษียณมา 3-4 ปีแล้วก็ตาม ผมเห็นว่าคำแถลงการณ์ของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยดังกล่าว สร้างความหวั่นไหวให้กับกระบนการสอบสวนของตำรวจซึ่งเปรียบเสมือนเป็นต้นธารของแห่ง

ความยุติธรรมเป็นอย่างมาก เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ เพราะเป็นการกล่าวหา ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งมีอำนาจการสอบสวนทั่วราชอาณาจักรว่า เป็นการกระทำ

ที่ไม่เหมาะสม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมได้ดูคลิปการแถลงข่าวในวันดังกล่าวแล้วนำมาพิจารณาตรวจสอบกับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันว่า ผบ.ตร. และคณะฯที่จัดให้มีการแถลงข่าวในวันนั้นได้กระทำการไม่

ชอบด้วยกฎหมายฉบับไหน อย่างไร แต่จากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดแล้ว เห็นว่าผบ.ตร.และคณะฯ

ไม่ได้กระทำการในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายดังที่สมาคมทนายความฯออก

แถลงการณ์แต่อย่างใด 

 

พล.ต.ท.วัลลภ กล่าวอีกว่า ผมจะได้ไล่เรียงลำดับข้อกล่าวหาของสมาคมทนายความผนเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

 

1.ประเด็นที่กล่าวหาว่าได้จัดแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ผู้ต้องหาในขณะที่มีการแถลงข่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ตาม ป.วิอาญามาตรา 7/1

ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี เป็นการสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ต้องหา และคำสัมภาษณ์ของผู้ต้องหาดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบกดดันกระบวนการสอบสวนให้เสียความยุติธรรมได้

ประเด็นในเรื่องการแถลงข่าวนั้น เท่าที่ผมได้ตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ไม่พบว่ามีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามมิให้มีการแถลงข่าวกรณีจับกุม

ผู้ต้องหาในคดีสำคัญหรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนแต่อย่างใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไว้กว้างๆในมาตรา 29 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียงและครอบครัว ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดและจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้ 

 

แต่การแถลงข่าวในครั้งนี้ ผบ.ตร.ได้จัดให้แถลงข่าวโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้ถ่ายภาพใน

ลักษณะของการประจานให้ได้รับความเสียหาย อับอาย แต่อย่างใด แต่ได้ดำเนินการในรูปแบบของการให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์แต่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ยินคำถามคำตอบด้วยตนเอง เมื่อไม่มีกฎหมายฉบับใด

บัญญัติห้ามการแถลงข่าว หรือห้ามนำตัวผู้ต้องหามาให้สัมภาษณ์แล้ว ารแถลงข่าวดังกล่าวจึงย่อมกระทำได้

 

เพราะเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนที่กำลังติดตามข่าวสารว่าผู้

กำกับโจ้ คือบุคคลในคลิปที่ปรากฏตาม Social Media ใช่หรือไม่ ผู้กำกับโจ้ได้เข้ามอบตัวจริงหรือไม่ มีมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิดในครั้งนี้อย่างไร การนำผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน

สอบถามจากผู้กระทำผิโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลางเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในกระบวนการสอบสวนว่าได้กระทำด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการป้องกันคำครหาว่า มีการสอบสวนช่วยเหลือ

เกื้อกูลเพราะเป็นตำรวจด้วยกัน และการแถลงข่าวในครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนมากกว่าที่มีการจับกุมแล้วปกปิดข่าวไว้ไม่ยอมเปิดโอกาสให้มีการสัมภาษณ์หรือซักถาม สอดคล้องกับคำสั่งสำนักงาน

ตำรวจแห่งชาติที่ 405/2550 ลง 15 สิงหาคม 2550ที่ได้วางระเบียบในเรื่องการแถลงข่าวหรือการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของผู้ต้องหาไว้ว่า ห้ามจัดให้มีการแถลงข่าว หรือจัดให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในความ

ควบคุมแถลงข่าว เว้นแต่พนักงานสอบสวนดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งคดี ฉะนั้นการที่ ผบ.ตร.ได้จัดให้มี

 

การแถลงข่าวในครั้งนี้ ภายใต้ความสมัครใจยินยอมของผู้ต้องหา จึง ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งใดๆแต่อย่างใดส่วนข้อกล่าวหาของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่ว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแก้ตัวของผู้ต้องหา เป็นการชักจูงให้สังคมคล้อยตามผู้ต้องหา อาจจะมีอิทธิพลกกด

ดันกระแสสังคม ทำให้การดำเนินคดีเสียความยุติธรมได้นั้น ประเด็นนี้ ผมเห็นว่าเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของสมาคมทนายความเอง เพราะคำสัมภาษณ์ของผู้กำกับโจ้ที่ตอบคำถามต่อสื่อมวลชนโดยตรงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 นั้น ผมกลับมองว่า เป็นการท้าพิสูจน์ที่แสดงความโปร่งใสของการสอบสวนว่ามิได้มีการตระเตรียมคำถาม-ตอบล่วงหน้ากันมาก่อน บุคคลที่ได้ยินได้ฟังคำถามย่อมมีวิจารณญานในการรับฟังเหตุผลที่ผู้ต้องหาได้ให้คำตอบหรือออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะคดีนี้มีคลิปบันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงที่เกิดขึ้นไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสิ้นสุดการกระทำ ไม่สามารถไปเพิ่มเติมหรือตัดต่อคลิปดังกล่าวให้ผิดไปจากความเป็นจริงได้

 

หากผู้ต้องหาขี้แจงขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคลิปหรือให้เหตุผลในการกระทำโดยปราศจากกฎหมายรองรับ จะส่งผลร้ายกับผู้ต้องหาเอง ทำให้คำชี้แจงของผู้ต้องหา ไม่มีน้ำหนักน่าเชือถือ ไม่ส่งผลกระทบต่อรูป

คดีแต่อย่างใด

2.ประเด็นที่มีการยินยอมให้ผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ตอบคำถามสื่อมวลชนเป็นการให้สิทธิแก่

ผู้ต้องหาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1ประเด็นนี้ ความจริงทางสมาคมทนายความน่าจะดีใจถ้าหากมีการให้สิทธิของผู้ต้องหา

มากขึ้น เพราะบทบัญญัติของกฎหมายที่ออกมาคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญานั้นส่วนใหญ่เกิดจากการต่อสู้หรือข้อเสนอแนะของทนายความซึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องหาที่เป็นลูกความว่า ถูกจำกัด

หรือริดรอนสิทธิเมื่อถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา จนต้องมีบทบัญญัติกฎหมายออกมาคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิที่จะได้รับการ

ช่วยเหลือดูแลเมื่อถูกจับกุมตามหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิต่างๆ เหล่านี้เป็นสิทธิภาคบังคับที่เจ้าพนักงานจะต้องจัดให้แก่ผู้ต้องหาโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติคุ้มครองผู้ต้องหาไว้อย่างชัดเจนทั้งใน

กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาทิเช่น สิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1 เป็นต้น ส่วนสิทธิอื่นๆ แม้ว่าจะมิได้มีการบัญญัติไว้ใน

 

กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็ถือเป็นดุลยพินิจของพนักงาน

สอบสวนที่จะอนุญาตได้ หากเห็นว่าเป็นสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชน หากไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและไม่เป็นการเสียความยุติธรรมแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถอนุญาตให้ทำได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืน กฎหมายแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการให้การของผู้ต้องหาในคดีอาญาจะให้การอย่างหนึ่ง

อย่างใดหรือไม่ให้การเลยก็ได้

 

3.ประเด็นที่กล่าวหาว่า พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่ออกมาแถลงว่า ผกก.โจ้ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ได้โทรมาปรึกษาและนัดหมายให้มารับตัวที่หน้า สภ. แสนสุขจังหวัดชลบุรี ในช่วงบ่ายของวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยมีรถยนต์เก๋งสีขาวนำตัวผู้ต้องหามาส่ง แต่ไม่ได้

สังเกตและจดจำทะเบียนรถคันที่มาส่งนั้น อาจเข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดฐานให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาไม่ให้ถูกจับกุมอันอาจเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 และ 189 แห่งประมวลกฎหมายอาญาประเด็นนี้ ทางสมาคมทนายความควรจะพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องหาโดยการให้ที่พำนักหรือปกปิดซ่อนเร้นให้ครบถ้วนทั้งเจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษ การที่มีบุคคล

หนึ่งบุคคลใดให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดด้วยประการใด จะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้บุคคลนั้นต้องได้รับโทษหรือเพื่อมิให้ถูกจับกุม ฉะนั้นการที่พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6ให้คำปรึกษาและไปรับตัวพา ผกก.โจ้มามอบตัวแก่พนักงานสอบสวน

สภ.เมืองนครสวรรค์ จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามป.อาญามาตรา 86 และ 189 แต่อย่างใด

 

รวมถึงบุคคลผู้ที่ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมาส่ง ผกก.โจ้ที่หน้า สภ.แสนสุข สามารถออกมาแสดงตัวและหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ขับมาได้เลย ไม่มีความผิดฐานให้ที่พักพิงโดยการซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนีแต่ประการใด (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 2449/2522 ประกอบด้วย)

การที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้แสดงความห่วงใยว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้เป็น

นายตำรวจระดับผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจและการกระทำความผิดเกิดขึ้นใน สภ. เมืองนครสวรรค์ ที่ตนเองมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานี โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีเดียวกันหลายคน และได้กระทำความผิดมาแล้วหลายวัน แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและผู้ร่วมกระทำ

ความผิดในทันทีที่เกิดเหตุ ในทางกลับกันกลับมีการปกปิดการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจในสถานีนั้นเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง หากให้พนักงานสอบสวน สภ. เมืองนครสวรรค์เป็นผู้รับผิดชอบ

ดำเนินคดีย่อมจะเสียความเป็นธรรม จึงควรให้กองบังคับการกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกรายเพื่อกู้วิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

 

ข้อห่วงใยประเด็นนี้ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย อย่าได้กังวล เพราะคดีนี้เป็น

กรณีที่มีการตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 3 ซึ่งหลักกฎหมายในเรื่องการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของบุคคลที่ตายในระหว่างถูกควบคุมของเจ้าพนักงานค่อนข้างเคร่งครัด รัดกุมทั้งในเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ มิให้มีการช่วยเหลือระหว่างเจ้าพนักงานด้วยกันเอง 

 

กล่าวคือ การชันสูตรพลิกศพหาสาหตุการตายจะต้องมีแพทย์ พนักงานอัยการพนักงานฝ่ายปกครอง และพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่(สภ.เมืองนครสวรรค์) ร่วมกันทำการ

ชันสูตรพลิกศพ การทำสำนวนคดีการชันสูตรพลิกศพจะต้องดำเนินการตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 4โดยเคร่งครัด กล่าวคือ จะต้องมีพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน

สภ.เมืองนครสวรค์ ตั้งแต่เริ่มต้นการสอบสวนพยานปากแรกไปจนกว่าจะสรุปสำนวนการสอบสวน ต้องเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน 30 วัน และต้องส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อให้ศาลไต่สวนหา รวมถึงบุคคลผู้ที่ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมาส่ง ผกก.โจ้ที่หน้า สภ.แสนสุข สามารถออกมาแสดงตัวและหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ขับมาได้เลย ไม่มีความผิดฐานให้ที่พักพิงโดยการซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนีแต่ประการใด (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 2449/2522 ประกอบด้วย)

 

การที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้แสดงความห่วงใยว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้เป็น

นายตำรวจระดับผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจและการกระทำความผิดเกิดขึ้นใน สภ. เมืองนครสวรรค์ ที่ตนเองมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานี โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีเดียวกันหลายคน และได้กระทำความผิดมาแล้วหลายวัน แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและผู้ร่วมกระทำ

ความผิดในทันทีที่เกิดเหตุ ในทางกลับกันกลับมีการปกปิดการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจในสถานีนั้นเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง หากให้พนักงานสอบสวน สภ. เมืองนครสวรรค์เป็นผู้รับผิดชอบ

ดำเนินคดีย่อมจะเสียความเป็นธรรม จึงควรให้กองบังคับการกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกรายเพื่อกู้วิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

 

ข้อห่วงใยประเด็นนี้ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย อย่าได้กังวล เพราะคดีนี้เป็น

กรณีที่มีการตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 3 ซึ่งหลักกฎหมายในเรื่องการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของบุคคลที่ตายในระหว่างถูกควบคุมของเจ้าพนักงานค่อนข้างเคร่งครัด รัดกุมทั้งในเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ มิให้มีการช่วยเหลือระหว่างเจ้าพนักงานด้วยกันเอง 

 

กล่าวคือ การชันสูตรพลิกศพหาสาหตุการตายจะต้องมีแพทย์ พนักงานอัยการพนักงานฝ่ายปกครอง และพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่(สภ.เมืองนครสวรรค์) ร่วมกันทำการ

ชันสูตรพลิกศพ การทำสำนวนคดีการชันสูตรพลิกศพจะต้องดำเนินการตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 4โดยเคร่งครัด กล่าวคือ จะต้องมีพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน

สภ.เมืองนครสวรค์ ตั้งแต่เริ่มต้นการสอบสวนพยานปากแรกไปจนกว่าจะสรุปสำนวนการสอบสวน ต้องเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน 30 วัน และต้องส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อให้ศาลไต่สวนหาสาเหตุการตายที่แท้จริงตลอดจนผู้ที่กระทำให้ตาย คำสั่งของศาลถือเป็นที่สุด นี่เป็นเพียงการทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการตายเบื้องต้นเท่านั้น 

 

ส่วนการสอบสวนคดีอาญาที่จะต้องสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดนั้น หากผลการไต่สวนของศาลมีคำสั่งออกมาว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการกระทำของผกก.โจ้ กับพวกตามที่ปรากฎภาพและเสียงตามคลิปผู้รับผิดชอบสำนวนในคดีนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.) ไม่ใช่หน่วยงานของตำรวจเนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐระดับ 8 ลงมา อำนาจการสอบสวนเป็นของ ป.ป.ท.. 

 

แม้ว่าทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จะแนะนำให้โอนสำนวนการสอบสวนคดีนี้ให้กองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี คงไม่สามารถดำเนินการตามคำแนะนำได้ หรือแม้แต่ไปร่วมทำสำนวนการ

สอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพก็ยังไปร่วมสอบสวนไม่ได้ เพราะไม่ใช่พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่

 

ต้องขอขอบคุณในความหวังดีของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่ออกมาท้วงติงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็อยากให้ทางสมาคมฯ ได้ใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ข้อกฎหมายให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อนที่จะออกมาแถลงการณ์กล่าวหาองค์กรในกระบวนการยุติธรรมด้วยกันให้เสีย

ไมตรีที่มีต่อกัน เพราะอย่างไรเสียทนายความกับพนักงานสอบสวนก็แยกจากกันไม่ได้ จะต้องทำงานร่วมกันตลอดไป

“พล.ต.ท.วัลลภ”

เช้าวันนี้ (1 ก.ย.) ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมด้วย รองผบก.ป. ผกก.1-6 บก.ป. และคณะนายตำรวจกองปราบปราม ร่วมสักการะพระพุทธพิทักษ์ธรรมนำชัย พระพุทธรูปประจำกองปราบปราม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกองปราบฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 73 ปี กองปราบปราม 

จากนั้นคณะนายตำรวจระดับสูงประจำกองปราบฯ ได้เดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทำบุญถวายภัตราหารเพลแด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ พระราชมุนี และ พระมหาจรัญ ในการนี้คณะนายตำรวจได้อุทิศส่วนกุศลให้กับอดีตผู้บังคับบัญชาของกองปราบปรามและข้าราชการตำรวจผู้ล่วงลับ 

พระราชมุนี ให้พรกับคณะนายตำรวจว่า ทุกอาชีพมีทั้งดีและไม่มี หากตำรวจปฏิบัติไม่ดีก็นำไปสู่ความเสื่อม เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ ที่ผ่านมาตำรวจกองปราบฯเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ตำรวจที่อื่นพึ่งพาไม่ได้ก็จะมาขอให้ตำรวจกองปราบฯช่วยเหลือ ขอให้ตำรวจกองปราบฯปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อความรุ่งเรืองต่อตนเองและองค์กรต่อไป.